Step up จาก Mini สู่ Half
HIGHLIGHTS :
- เพื่อความปลอดภัย ก่อนที่จะออกกำลังกาย ควรจะมีการตรวจเช็คสุขภาพก่อน โดยเฉพาะการคัดกรองความเสี่ยงภาวะผิดปกติของหัวใจ
- การวิ่งระยะ Half นั้น ผู้วิ่งควรต้องมีพื้นฐานการวิ่งมาก่อน สามารถวิ่งต่อเนื่องกันได้อย่างน้อยๆ 30 นาที และเคยวิ่งอย่างน้อยอาทิตย์ละสามครั้งมาเป็นระยะเวลาอย่างน้อยสี่อาทิตย์
- ในการซ้อมนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งให้ได้ระยะ 21 กม. ถ้าหากเราสามารถวิ่งได้ 16 กม. (หรือ 10 ไมล์) ในการซ้อม ก็เพียงพอที่จะทำให้เราวิ่งจบ 21 กม. ได้ในวันแข่งขันจริง
จากประสบการณ์วิ่งของตัวผมเอง จึงอยากขอบอกเล่าออกมาเป็นประสบการณ์วิ่งในระยะ Half marathon ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ
สำหรับระยะ Half marathon หรือ 21.0975 km
ถือว่าเป็นระยะที่ท้าทายสำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่ต้องการจะท้าทายตัวเองหลังจากที่ประสบความสำเร็จกับการวิ่ง 10 กิโลเมตร กันแล้ว และจัดว่าเป็นระยะทางที่ไม่มากจนเกินไปที่จะขยับขั้นขึ้นมา
นักวิ่งที่จบการวิ่งที่ระยะ 10 กิโลเมตรได้แล้วนั้น เชื่อว่า ร่างกายและจิตใจ มีการพัฒนามากขึ้นและพร้อมที่จะพัฒนาต่อสู่ระยะทางที่ไกลขึ้นแต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราพร้อมแล้วที่จะมาท้าทายกับระยะ Half marathon
เนื่องจากปัจจุบัน กระแสการรักสุขภาพกำลังเติบโตในทุกกลุ่มอายุ และการออกกำลังกายด้วยการวิ่งก็ได้รับความนิยมอย่างสูง ดังนั้น ก่อนที่เราจะหันมาออกกำลังกาย ควรจะมีการตรวจเช็คสุขภาพเสียก่อน โดยเฉพาะการคัดกรองความเสี่ยงภาวะผิดปกติหัวใจ ซึ่งผมแนะนำว่า นักวิ่งทุกคนควรจะได้รับการตรวจร่างกายก่อนเสมอ
สำหรับคนที่จะมาวิ่งระยะ Half นั้น ควรต้องมีพื้นฐานการวิ่งมาก่อน ที่สำคัญ คือ สามารถวิ่งต่อเนื่องกันได้อย่างน้อยๆ 30 นาที และเคยวิ่งอย่างน้อยอาทิตย์ละสามครั้งมาเป็นระยะเวลาอย่างน้อยสี่อาทิตย์
โดยทั่วไปแล้วในการฝึกซ้อม เราจะค่อยๆ เพิ่มระยะการวิ่งไม่เกิน 10% ในแต่ละสัปดาห์ ดังนั้น ระยะเวลาการฝึกซ้อมสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์วิ่งระยะนี้นั้น ก็ควรจะอยู่ที่ประมาณ 10-12 อาทิตย์ก่อนวันแข่งขัน
ผมมีตารางแผนการซ้อมที่เหมาะสมที่ได้เคยปรับใช้กับตัวเอง
ซึ่งขออ้างอิงจาก www.runnersworld.com นะครับ
| สัปดาห์ | จันทร์ | อังคาร | พุธ | พฤหัสบดี | ศุกร์ | เสาร์ | อาทิตย์ | ระยะทางรวม |
| 1 | 25 min cross-training | 3 km | 25 min cross-training | 3 km | พัก | 5 km | พัก | 11 km |
| 2 | 25 min cross-training | 3 km | 25 min cross-training | 3 km | พัก | 6.5 km | พัก | 12.5 km |
| 3 | 25 min cross-training | 3 km | 25 min cross-training | 3 km | พัก | 8 km | พัก | 14 km |
| 4 | 25 min cross-training | 3 km | 25 min cross-training | 5 km | พัก | 5 km | พัก | 15 km |
| 5 | 35 min cross-training | 3 km | 35 min cross-training | 5 km | พัก | 9.5 km | พัก | 17.5 km |
| 6 | 35 min cross-training | 3 km | 35 min cross-training | 5 km | พัก | 11 km | พัก | 19 km |
| 7 | 35 min cross-training | 5 km | 35 min cross-training | 5 km | พัก | 12.5 km | พัก | 22.5 km |
| 8 | 40 min cross-training | 5 km | 40 min cross-training | 5 km | พัก | 6.5 km | พัก | 16.5 km |
| 9 | 40 min cross-training | 5 km | 40 min cross-training | 6.5 km | พัก | 14.5 km | พัก | 26 km |
| 10 | 45 min cross-training | 5 km | 45 min cross-training | 6.5 km | พัก | 16 km | พัก | 27.5 km |
| 11 | 35 min cross-training | 5 km | 35 min cross-training | 5 km | พัก | 8 km | พัก | 18 km |
| 12 | 25 min cross-training | 5 km | 25 min cross-training | 3 km | พัก | พัก | วันแข่งขัน | 29 km |
ในแผนการซ้อมนั้น จะเห็นได้ว่า มีสิ่งที่สำคัญอยู่ 4 อย่าง
- Cross training คือ การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายที่นอกเหนือจากการวิ่ง ซึ่งถ้าเราทำอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น และวิ่งได้เร็วขึ้นอีกด้วย
- Long running ส่วนใหญ่จะแนะนำให้วิ่งในวันเสาร์นะครับ เพื่อที่วันอาทิตย์จะได้เป็นวันพักผ่อนร่างกาย
- Rest day after long run
- Taper before big day หนึ่งสัปดาห์ก่อนวิ่งเราจะลดระยะการฝึกลง เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวจากการซ้อม และมีสภาพร่างกายที่พร้อมที่สุดก่อนวันแข่งครับ
จะเห็นได้ว่า ในการซ้อมนั้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งให้ได้ระยะ 21 กม. เพราะว่า ถ้าหากเราสามารถวิ่งได้ 16 กม. (หรือ 10 ไมล์) ในการซ้อมก็เพียงพอที่จะทำให้เราวิ่งจบ 21 กม. ได้ในวันแข่งขันจริงนั่นเอง
สิ่งที่สำคัญเทียบเท่ากับการฝึกวิ่งระยะนี้ คือ การพักผ่อนและโภชนาการ จะเห็นได้ว่าในตารางการฝึกซ้อมวิ่งนั้น จะสลับกับวันพักผ่อนเสมอเพราะว่าร่างกายต้องการเวลาในการฟื้นฟูจากการฝึกซ้อม และต้องการโภชนาการที่ถูกต้อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ดังนั้นแล้วจึงกล่าวได้ว่า การพักผ่อนสำคัญเท่าๆ กับการฝึกซ้อมเลยทีเดียว
รองเท้าคู่ใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าเราต้องใช้มันตลอดระยะทางการวิ่งนี้ ดังนั้น การวิเคราะห์ลักษณะรูปเท้า เพื่อเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าของเรา จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีต่อความสำเร็จในการวิ่งของเรา รองเท้าที่ดีของคนอื่น ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นรองเท้าที่ดีของเราเสมอไป
สำหรับผมแล้วระยะ Half marathon เป็นระยะที่วิ่งสนุก และท้าทายความสามารถของเรา ตารางการซ้อมเพื่อให้พิชิตระยะนี้ ก็ไม่ได้ยากเกินไปซะทีเดียว ผมเชื่อว่าถ้าเรามีวินัยในการฝึกซ้อม ก็จะสามารถวิ่งจบระยะนี้ได้อย่างสนุกและไม่บาดเจ็บครับ