ชายรักชายยุคใหม่ใส่ใจไวรัสตับอักเสบ
โพสต์เมื่อ : 20 มี.ค 2563 เวลา 2:27 น.
HIGHLIGHTS :
- ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ รายใหม่ 10% และ ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี รายใหม่ 20% เป็นกลุ่มชายรักชาย(Gay) หรือชายที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้กับผู้ชายและผู้หญิง (Bisexual)
- ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย มักจะมีพฤติกรรมการร่วมเพศที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ มากกว่ากลุ่มอื่นๆเพราะใช้ปากร่วมรักกับทวารหนักของฝ่ายตรงข้าม
- ไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อได้จากสารคัดหลั่ง เช่น อสุจิ หรือเลือด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือมีการรับสารคัดหลั่งเหล่านี้ ทางปากและทางทวารหนัก สามารถทำให้ได้รับเชื้อไวรัสนี้ได้โดยไม่รู้ตัว
คลิกที่นี้เพื่อพิมพ์ข้อความระบบ
นิยามของความรัก มักไม่มีเพศมากั้นหรือตีตราว่า ชายต้องคู่กับหญิงเท่านั้น ปัจจุบันหลายประเทศให้การยอมรับคู่รักเพศเดียวกันมากขึ้น แต่การยอมรับที่มากขึ้น ไม่ได้ช่วยให้อัตราการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และโรคที่พบบ่อยรองจากโรคเอดส์ คือโรคไวรัสตับอักเสบเอและบี
ชายรักชายกับโรคไวรัสตับอักเสบ
สมาคมโรคติดเชื้อของสหรัฐอเมริการายงานว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไวรัสตับอักเสบเอ 10% และ ไวรัสตับอักเสบบี 20% เป็นกลุ่มชายรักชาย (Gay) หรือชายที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้กับผู้ชายและผู้หญิง (Bisexual) ทำให้องค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อนานาประเทศ เริ่มรณรงค์วิธีการป้องกันโรคในกลุ่มนี้กันมากขึ้น
โรคไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis) เป็นภาวะที่เกิดการอักเสบของตับ จากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซึ่งมีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และอี โดยไวรัสทั้งหมดมีการติดต่อแตกต่างกันไปตามชนิดและลักษณะเฉพาะ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบนอกจากจะส่งผลให้ตับเสียหาย ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว หากปล่อยไว้จนตับอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดโรคตับแข็ง และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้ในอนาคต
ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อได้อย่างไร
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A virus; HAV) สามารถติดต่อได้ผ่านการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากสิ่งปฏิกูลและอุจจาระ แม้ว่าจะติดต่อผ่านทางอุจจาระปนเปื้อนไปยังอาหารและน้ำดื่ม แต่ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย มักจะมีพฤติกรรมการร่วมเพศที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อมากกว่ากลุ่มอื่นๆเพราะ ใช้ปากร่วมรักกับทวารหนักของฝ่ายตรงข้าม หรือใช้นิ้วในการเตรียมความพร้อมของทวารหนักอีกฝ่ายก่อนสอดใส่อวัยวะเพศ เมื่อได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อจะเข้าฝังตัวในลำไส้ แล้วค่อยๆ กระจายไปสู่ตับ จนเกิดการอักเสบของตับหลังจากได้รับเชื้อราว 1-2 สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดภาวะอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และดีซ่าน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจส่งผลให้ตับวาย และเสียชีวิตได้
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นการป้องกันโรค ที่ได้ผลเกือบ 100% และภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนจะอยู่ติดตัวไปได้ตลอด สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มพาลูกๆ ออกไปมีกิจกรรมนอกบ้าน หรือเริ่มเข้าโรงเรียน อาจได้รับเชื้อจากการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือสัมผัสกับเชื้อได้ง่าย โดยฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ สามารถรับการฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน โดยสามารถขอคำแนะนำหรือปรึกษาแพทย์
ผู้ที่ควรฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ
ชายรักชายกับโรคไวรัสตับอักเสบ
สมาคมโรคติดเชื้อของสหรัฐอเมริการายงานว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไวรัสตับอักเสบเอ 10% และ ไวรัสตับอักเสบบี 20% เป็นกลุ่มชายรักชาย (Gay) หรือชายที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้กับผู้ชายและผู้หญิง (Bisexual) ทำให้องค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อนานาประเทศ เริ่มรณรงค์วิธีการป้องกันโรคในกลุ่มนี้กันมากขึ้น
โรคไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis) เป็นภาวะที่เกิดการอักเสบของตับ จากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซึ่งมีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และอี โดยไวรัสทั้งหมดมีการติดต่อแตกต่างกันไปตามชนิดและลักษณะเฉพาะ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบนอกจากจะส่งผลให้ตับเสียหาย ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว หากปล่อยไว้จนตับอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดโรคตับแข็ง และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้ในอนาคต
ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อได้อย่างไร
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A virus; HAV) สามารถติดต่อได้ผ่านการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากสิ่งปฏิกูลและอุจจาระ แม้ว่าจะติดต่อผ่านทางอุจจาระปนเปื้อนไปยังอาหารและน้ำดื่ม แต่ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย มักจะมีพฤติกรรมการร่วมเพศที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อมากกว่ากลุ่มอื่นๆเพราะ ใช้ปากร่วมรักกับทวารหนักของฝ่ายตรงข้าม หรือใช้นิ้วในการเตรียมความพร้อมของทวารหนักอีกฝ่ายก่อนสอดใส่อวัยวะเพศ เมื่อได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อจะเข้าฝังตัวในลำไส้ แล้วค่อยๆ กระจายไปสู่ตับ จนเกิดการอักเสบของตับหลังจากได้รับเชื้อราว 1-2 สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดภาวะอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และดีซ่าน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจส่งผลให้ตับวาย และเสียชีวิตได้
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นการป้องกันโรค ที่ได้ผลเกือบ 100% และภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนจะอยู่ติดตัวไปได้ตลอด สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มพาลูกๆ ออกไปมีกิจกรรมนอกบ้าน หรือเริ่มเข้าโรงเรียน อาจได้รับเชื้อจากการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือสัมผัสกับเชื้อได้ง่าย โดยฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ สามารถรับการฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน โดยสามารถขอคำแนะนำหรือปรึกษาแพทย์
ผู้ที่ควรฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ
- ผู้ที่จะเดินทางไปยังสถานที่ ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งควรได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเดินทางประมาณ 1 เดือน
- ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเอ
- ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ทั้งจากคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม เช่น ผู้ดูแลผู้ป่วย หรือผู้ที่ทำงานในบ่อบำบัดน้ำเสีย
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันไม่ว่าชายกับชายหรือหญิงกับหญิง
- ผู้ที่ใช้ยาเสพติดทุกประเภท
- ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง
- บุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลหรือห้องปฏิบัติการ
- พ่อครัว แม่ครัวที่ต้องปรุงอาหารเป็นประจำ
ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อได้อย่างไร
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B virus; HBV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่อันตรายอย่างยิ่งสามารถติดต่อได้จากสารคัดหลั่ง เช่น อสุจิ หรือเลือด หากได้รับเชื้อแล้วไม่ได้รับรักษา อาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง ตับวาย ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยสามารถติดต่อผ่านทางการคลอด การสัมผัสเลือดหรือแผลเปิดของผู้ติดเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ และการใช้อุปกรณ์ที่แหลมคมหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยา มีดโกนหนวด หรือแปรงสีฟัน
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
อาจเรียกได้ว่าเป็นวัคซีนป้องกันมะเร็งชนิดแรก เนื่องจากสามารถช่วยป้องกันมะเร็งตับ อันเกิดเนื่องจากภาวะไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งตับถึง 80%โดยวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ประกอบด้วยโปรตีนจากผิวของไวรัส (HBsAg) ซึ่งไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่จะไปกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้นในร่างกาย สามารถฉีดป้องกันได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด โดยฉีดเหมือนกับผู้ใหญ่ ทั้งหมด 3 เข็ม หลังจากฉีดเข็มแรกแล้ว 1 เดือนจึงฉีดเข็มที่ 2 และฉีดเข็มที่ 3 หลังจากฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 5 เดือน
เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ครบ 3 เข็ม ส่วนใหญ่พบว่าร่างกายสร้างภูมิคุมกันได้มากถึง 97% และสามารถป้องกันการติดเชื้อได้นานตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ประมาณ 1-2 เดือน ควรเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่ามีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ หากยังไม่มีภูมิต้านทาน ควรฉีดวัคซีนเพิ่มตามคำแนะนำของแพทย์
ผู้ที่ควรฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B virus; HBV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่อันตรายอย่างยิ่งสามารถติดต่อได้จากสารคัดหลั่ง เช่น อสุจิ หรือเลือด หากได้รับเชื้อแล้วไม่ได้รับรักษา อาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง ตับวาย ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยสามารถติดต่อผ่านทางการคลอด การสัมผัสเลือดหรือแผลเปิดของผู้ติดเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ และการใช้อุปกรณ์ที่แหลมคมหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยา มีดโกนหนวด หรือแปรงสีฟัน
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
อาจเรียกได้ว่าเป็นวัคซีนป้องกันมะเร็งชนิดแรก เนื่องจากสามารถช่วยป้องกันมะเร็งตับ อันเกิดเนื่องจากภาวะไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งตับถึง 80%โดยวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ประกอบด้วยโปรตีนจากผิวของไวรัส (HBsAg) ซึ่งไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่จะไปกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้นในร่างกาย สามารถฉีดป้องกันได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด โดยฉีดเหมือนกับผู้ใหญ่ ทั้งหมด 3 เข็ม หลังจากฉีดเข็มแรกแล้ว 1 เดือนจึงฉีดเข็มที่ 2 และฉีดเข็มที่ 3 หลังจากฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 5 เดือน
เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ครบ 3 เข็ม ส่วนใหญ่พบว่าร่างกายสร้างภูมิคุมกันได้มากถึง 97% และสามารถป้องกันการติดเชื้อได้นานตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ประมาณ 1-2 เดือน ควรเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่ามีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ หากยังไม่มีภูมิต้านทาน ควรฉีดวัคซีนเพิ่มตามคำแนะนำของแพทย์
ผู้ที่ควรฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
- ทารกแรกเกิด เด็ก และผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเมื่อแรกเกิด
- ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ทำงานในสถานพยาบาล
- ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกไต
- ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อยๆ
- ผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
- ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
- ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรมทางเพศ เช่น รักร่วมเพศ มีคู่นอนหลายคน
เนื่องจากไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดเกิดจากเชื้อไวรัสแตกต่างกัน การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบแต่ละสายพันธุ์จะสามารถป้องกันเฉพาะไวรัสสายพันธุ์ที่ฉีดเท่านั้น ดังนั้นหากจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดใดควรเจาะจงชนิดของวัคซีนให้ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีรวมในเข็มเดียวกัน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดจากแพทย์หรือโรงพยาบาลที่ต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีน